Google I/O 2026: ยินดีต้อนรับสู่ยุคของ Agentic Gemini
หมายเหตุบรรณาธิการ: เนื้อหาด้านล่างนี้คือข้อความถอดเสียงคำกล่าวของ ซุนดาร์ พิชัย CEO ของ Google ในงาน Google I/O 2026 โดยปรับให้รวมข้อมูลอื่นๆ ที่ประกาศภายในงานด้วย คุณสามารถดูประกาศทั้งหมดได้ในคอลเล็กชันนี้
นับเป็นปีที่พิเศษมากตั้งแต่งาน Google I/O ครั้งล่าสุดของเรา ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เราได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งนำเสนอความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และมีการพัฒนาแบบก้าวกระโดด ตอนนี้เราอยู่ในยุคของ AI ที่ผู้คนต้องการเห็นคุณค่าในผลิตภัณฑ์ที่พวกเขาใช้ทุกวัน ซึ่งเราก็ได้มุ่งเน้นไปที่จุดนั้นอย่างเต็มที่ โดยคุณจะได้เห็นจากผลิตภัณฑ์และฟีเจอร์ต่างๆ ที่เราประกาศภายในงาน Google I/O วันนี้
เมื่อ 10 ปีแล้วที่เราได้ปรับเปลี่ยนทิศทางบริษัทให้เป็น AI-First ซึ่งเราก็ยังคงมองว่า AI เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการขับเคลื่อนพันธกิจของเราและพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนในวงกว้าง นั่นคือเหตุผลที่เราใช้แนวทางการสร้างนวัตกรรม AI แบบ Full-Stack ที่มีความโดดเด่น ไม่ว่าจะเป็นชิปซิลิคอนแบบคัสตอมของเรา โครงสร้างพื้นฐานที่มีความปลอดภัย งานวิจัยและโมเดลระดับโลก ไปจนถึงผลิตภัณฑ์และแพลตฟอร์มของเราที่เข้าถึงผู้คนนับพันล้านคน แนวทางนี้ทำให้เราสามารถพัฒนานวัตกรรมได้รวดเร็วยิ่งขึ้นซึ่งช่วยจุดประกายให้กับทุกภาคส่วนของบริษัท
สิ่งที่น่าทึ่งคือวิธีการที่ผู้คนใช้งาน AI ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนที่ใช้แอป Gemini ในการเตรียมสอบปลายภาค นักดนตรีและศิลปินที่ใช้โมเดล Generative AI อย่าง Lyria และ Veo เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างสรรค์ หรือนักพัฒนาซอฟต์แวร์ที่กำลังเขียนโค้ดและเปลี่ยนไอเดียของตนให้กลายเป็นจริง
การเติบโตของการใช้งาน AI แบบ Full Stack
เรื่องราวการใช้งาน AI ของผู้คนเหล่านี้คือมาตรวัดความก้าวหน้าชั้นดี เพื่อให้เข้าใจถึงสเกลที่ผู้คนกำลังนำ AI ไปใช้ ยังมีอีกหนึ่งตัวชี้วัดที่ยอดเยี่ยม นั่นคือ โทเค็น (Token) ซึ่งเป็นหน่วยข้อมูลพื้นฐานที่โมเดลของเราใช้ในการประมวลผล โดยหลายๆ โทเค็นก็เป็นตัวแทนของปัญหาที่กำลังได้รับการแก้ไข
เมื่อ 2 ปีที่แล้ว เราประมวลผลข้อมูลประมาณ 9.7 ล้านล้านโทเค็นต่อเดือนผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ ของเรา ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่มหาศาลมาก ในงาน Google I/O ปีที่ผ่านมา ตัวเลขนั้นเติบโตขึ้นเป็นประมาณ 480 ล้านล้านโทเค็น และตัดภาพมาที่วันนี้ ตัวเลขดังกล่าวก้าวกระโดดถึง 7 เท่า เป็นกว่า 3.2 พันล้านล้านโทเค็นต่อเดือน
ตัวเลขนี้บอกเล่าเรื่องราวสำคัญเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของเรา รวมถึงสิ่งที่คนอื่นๆ กำลังสร้างสรรค์ โดยเฉพาะนักพัฒนาซอฟต์แวร์และองค์กรธุรกิจต่างๆ
- นักพัฒนาซอฟต์แวร์กว่า 8.5 ล้านคน กำลังสร้างแอปและประสบการณ์ใหม่ๆ ด้วยโมเดลของเราเป็นประจำทุกเดือน
- ตอนนี้ API โมเดลของเราประมวลผลข้อมูลอยู่ที่ประมาณ 1.9 หมื่นล้านโทเค็นต่อนาที
- ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ลูกค้า Google Cloud กว่า 375 ราย มีการประมวลผลข้อมูลมากกว่าหนึ่งล้านล้านโทเค็นต่อราย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความต้องการ AI อย่างมหาศาลจากหลากหลายอุตสาหกรรม
การเติบโตของผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของเรา
ปัจจุบัน เรามีผลิตภัณฑ์ 13 รายการที่มีผู้ใช้งานมากกว่าหนึ่งพันล้านคนต่อรายการ โดย 5 รายการในจำนวนนี้มีผู้ใช้มากกว่า 3 พันล้านคน
โมเดล Gemini ของเราคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้คนหันมาใช้ผลิตภัณฑ์ของเรามากขึ้น และใช้งานบ่อยยิ่งขึ้น
ทั้งหมดเริ่มต้นจาก Search ซึ่งกำลังนำ Generative AI มาสร้างประโยชน์ให้กับผู้คนมากกว่าผลิตภัณฑ์ใดๆ ในโลกนี้ ปัจจุบัน ข้อมูลภาพรวมโดย AI (AI Overview) มีผู้ใช้งานเป็นประจำกว่า 2.5 พันล้านคนต่อเดือน ในขณะที่โหมด AI (AI Mode) ก็ถือเป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ ซึ่งเป็นการอัปเกรดครั้งใหญ่ที่สุดของ Search ที่ผู้คนชื่นชอบมาก และในเวลาเพียง 1 ปี ฟีเจอร์นี้ก็มีผู้ใช้งานทะลุ 1 พันล้านคนต่อเดือนแล้ว
เมื่อผู้คนใช้ฟีเจอร์ที่ทำงานด้วยระบบ AI ใน Search พวกเขาก็มีแนวโน้มที่จะใช้งาน Search มากขึ้น Search ไม่ได้เป็นแค่การค้นหาคำถามเป็นข้อๆ อีกต่อไป แต่ให้ความรู้สึกเหมือนบทสนทนาที่ต่อเนื่อง ให้ข้อมูลเชิงลึกกว่าเดิม และเชื่อมต่อคุณเข้ากับข้อมูลมากมายมหาศาลบนโลกออนไลน์
แอป Gemini ก็เป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่เราได้สร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างรวดเร็ว ในงาน Google I/O ปีที่ผ่านมา เราได้ประกาศว่าแอป Gemini มีผู้ใช้งาน 400 ล้านคนต่อเดือน วันนี้ตัวเลขดังกล่าวทะลุ 900 ล้านคนแล้ว ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าในเวลาเพียงปีเดียว ในขณะเดียวกัน จำนวนคำขอรายวันก็เติบโตขึ้นกว่า 7 เท่า
เราได้เพิ่มฟีเจอร์ที่เป็นเอกลักษณ์มากมาย เช่น Personal Intelligence ซึ่งทำให้คำตอบได้รับการปรับแต่งและเป็นประโยชน์มากขึ้น และจนถึงปัจจุบัน มีการสร้างภาพมากกว่า 5 หมื่นล้านภาพด้วย Nano Banana ซึ่งเป็นโมเดลสำหรับการสร้างรูปภาพของเรา นี่คือดาวเด่นในปีที่ผ่านมา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโลกนี้มีความคิดสร้างสรรค์ที่รอการปลดปล่อยออกมามากแค่ไหน
AI ที่สนทนาอย่างเป็นธรรมชาติในผลิตภัณฑ์ต่างๆ
นอกจากนี้ยังมีประสิทธิภาพการทำงานของ AI อื่นๆ อีกมากมายที่รอการปลดล็อกอยู่ ในช่วงปีที่ผ่านมา เราได้นำความสามารถในการสนทนากับ Gemini อย่างเป็นธรรมชาติมาใส่ไว้ในผลิตภัณฑ์ของเราโดยตรง เมื่อเร็วๆ นี้ Google Maps ได้รับการอัปเกรดครั้งใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษ ซึ่งรวมถึงการเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ที่เรียกว่า Ask Maps สำหรับการถามคำถามที่มีความซับซ้อนและยาวขึ้น
และตอนนี้ เรากำลังนำ AI ที่สามารถสนทนาอย่างเป็นธรรมชาติผสานลงในผลิตภัณฑ์อื่นๆ เพิ่มเติม
Ask YouTube
ผู้คนเข้ามาที่ YouTube ทุกวันเพื่อถามคำถามต่างๆ มากมาย ซึ่งใน YouTube มีวิดีโอดีๆ จำนวนมาก แต่บางครั้งผู้ใช้ก็ไม่รู้ว่าควรเริ่มต้นจากตรงไหน
Ask YouTube จะพลิกโฉมประสบการณ์นี้ใหม่ทั้งหมด ทำให้ข้อมูลย่อยง่ายและเข้าถึงได้สะดวกยิ่งขึ้น คุณจะเห็นวิดีโอที่ตรงกับความสนใจของคุณมากที่สุด และที่สำคัญที่สุดคือ มันจะข้ามไปยังส่วนของวิดีโอที่เกี่ยวข้องกับคุณที่สุดได้ทันที
เรากำลังเริ่มทดสอบ Ask YouTube แล้ว และจะเปิดให้ใช้งานในวงกว้างในสหรัฐอเมริกาในช่วงซัมเมอร์นี้
Docs Live ที่สั่งการด้วยเสียง
มีหลายครั้งที่ผมอยากจัดการงานต่างๆ ให้เสร็จเร็วเท่ากับความเร็วในการพูดของตัวเอง วันนี้สิ่งนั้นเป็นไปได้มากขึ้นแล้วด้วยความก้าวหน้าทางเทคนิคแบบก้าวกระโดดของโมเดลเสียงของเรา
ฟีเจอร์ใหม่ที่เรียกว่า Docs Live ยกระดับเรื่องนี้ไปอีกขั้น ก่อนหน้านี้ หากต้องการสร้างเอกสารด้วย Gemini คุณต้องพิมพ์พรอมต์อย่างแม่นยำ แต่ด้วย Docs Live คุณสามารถ “พรั่งพรูความคิด” อะไรก็ตามที่อยู่ในหัวของคุณออกมาเป็นคำพูด แล้วปล่อยให้ Gemini จัดการที่เหลือ
ในอนาคต คุณจะสามารถสร้างเอกสารใหม่และแก้ไขได้โดยตรงด้วยเสียงของคุณ Docs Live จะทยอยเปิดตัวให้กับผู้ที่สมัครใช้บริการในช่วงซัมเมอร์นี้ และความสามารถในกรสั่งการด้วยเสียงอันทรงพลังนี้จะมีให้บริการใน Gmail และ Google Keep ด้วยเช่นกัน
โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการพัฒนานวัตกรรมในวงกว้าง
การได้เห็นนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ถูกปล่อยออกมาในผลิตภัณฑ์ต่าง ของเราถือเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อมาก การจะรองรับผู้ใช้งานของเราในสเกลระดับนี้ พร้อมๆ กับการให้บริการลูกค้าองค์กรและนักพัฒนาซอฟต์แวร์ทั่วโลก จำเป็นต้องใช้การลงทุนมหาศาลในด้านโครงสร้างพื้นฐาน เราลงทุนทั้งเพื่อปัจจุบันและเพื่ออนาคตมาโดยตลอด ในปี 2022 เรามีค่าใช้จ่ายในการลงทุน (Capex) ประมาณ 3.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปีนี้ เราคาดว่าตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้นประมาณ 6 เท่า หรือราวๆ 1.9 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งส่วนสำคัญของการลงทุนนี้คือชิปซิลิคอนแบบคัสตอมของเรา
ในงาน Google I/O เมื่อ 10 ปีที่แล้ว เราได้เปิดตัว Tensor Processing Unit (TPU) ซึ่งเป็นชิปประมวลผลเชิงพาณิชย์รุ่นแรกของเรา นับตั้งแต่นั้นมา เราได้พลิกโฉมวิธีการที่อุตสาหกรรมใช้ในการพัฒนา AI ล่าสุดเราเพิ่งเปิดตัวชิป TPU รุ่นที่ 8 ที่งาน Cloud Next และเป็นครั้งแรกที่เราใช้แนวทางการพัฒนาแบบ Dual Chip ที่มีสถาปัตยกรรมเฉพาะสำหรับการเทรนโมเดล AI และการประมวลผล นั่นคือ TPU 8t และ 8i
- TPU 8t ได้รับการปรับแต่งมาเพื่อการทำฝึกโมเดล AI ในสเกลที่ใหญ่ และมีพลังการประมวลผลมากกว่ารุ่นก่อนหน้าถึงเกือบ 3 เท่า เราใช้แนวทางที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิงกับโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการเทรนโมเดล AI ของเรา ด้วย JAX และ Pathways การเทรนของเราจะไม่ถูกจำกัดด้วยศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียวอีกต่อไป แต่เราสามารถกระจายการเทรนไปยังศูนย์ข้อมูลหลายๆ แห่งได้อย่างราบรื่น ซึ่งขยายขอบเขตการเทรนไปยังชิป TPU มากกว่า 1 ล้านตัวทั่วโลก ทำให้เรามีคลัสเตอร์สำหรับการเทรนที่ใหญ่ที่สุดในโลก สำหรับผู้สร้างโมเดล AI นี่หมายถึงความสามารถในการเทรนโมเดลที่ใหญ่และเก่งขึ้นได้ในระดับ “สัปดาห์” จากเดิมที่ใช้เวลานานในระดับ “เดือน”
- TPU 8i ถูกออกแบบมาเพื่อการประมวลผล เราได้ปรับปรุงความเร็วในทุกขั้นตอนอย่างก้าวกระโดด เพราะบทเรียนหนึ่งตลอด 27 ปีที่เราทำงานกับ Search คือ ความหน่วง (Latency) เป็นสิ่งสำคัญ
นอกเหนือจากเรื่องความเร็ว เรายังให้ความสำคัญกับการขยายระบบอย่างยั่งยืน ชิปทั้งสองรุ่นประหยัดพลังงานมากขึ้น และมอบประสิทธิภาพต่อวัตต์ที่ดีขึ้นถึง 2 เท่า
Gemini Omni
ความก้าวหน้าของ TPU คือสิ่งที่นำไปสู่ความก้าวหน้าด้านการประมวลผลข้ามโมเดล การเขียนโค้ด และ AI Agent ด้วยแนวทางการพัฒนา “โมเดลสากล” (World Model) AI กำลังก้าวข้ามจากการเดาข้อความไปสู่การจำลองความเป็นจริง เรามุ่งมั่นผลักดันขีดจำกัดว่าโมเดลเหล่านี้สามารถทำอะไรได้บ้าง
Gemini Omni คือโมเดลใหม่ของเราที่สามารถสร้างตัวอย่างเป็นเอาต์พุตได้หลากหลายรูปแบบจากการใช้อินพุตรูปแบบใดก็ได้ เราจะเริ่มต้นด้วยเอาต์พุตที่เป็นวิดีโอ แล้วต่อด้วยเอาต์พุตที่เป็นรูปภาพและข้อความ โมเดลใหม่นี้ผสานความชาญฉลาดของ Gemini เข้ากับโมเดลในการสร้างสื่อของเรา ซึ่งถือเป็นก้าวกระโดดครั้งใหญ่ในการทำความเข้าใจโลกใบนี้ โดยโมเดลแรกในตระกูล Omni ที่จะเปิดตัวคือ Gemini Omni Flash
Gemini Omni Flash เปิดให้ใช้งานแล้วตั้งแต่วันนี้ โดยคุณสามารถทดลองใช้งานได้บนแอป Gemini, Google Flow และ YouTube Shorts นอกจากนี้ เราจะทยอยเปิดให้ใช้งานสำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์และลูกค้าองค์กรผ่าน API ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า
อัปเดตใหม่ๆ เกี่ยวกับ SynthID และพาร์ทเนอร์ของเรา
ยิ่ง Generative AI เก่งขึ้นเท่าไร ความต้องการด้านความโปร่งใสก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าผู้คนสามารถระบุวิดีโอ Deepfake คุณภาพสูงได้อย่างถูกต้องเพียง 1 ใน 4 เท่านั้น เมื่อ 3 ปีที่แล้ว เราได้เปิดตัว SynthID ซึ่งเป็นลายน้ำดิจิทัลที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ตั้งแต่เปิดตัว SynthID ได้ฝังลายน้ำดิจิทัลลงบนรูปภาพและวิดีโอไปแล้วกว่า 1 แสนล้านรายการ พร้อมทั้งไฟล์เสียงที่เทียบเท่ากับความยาว 60,000 ปี
ผู้คนหลายล้านคนกำลังใช้ SynthID Detector ในแอป Gemini เพื่อตรวจสอบเนื้อหาที่สร้างด้วย AI และตอนนี้ เรากำลังก้าวไปอีกขั้นด้วยการเพิ่มการตรวจสอบ Content Credentials ในผลิตภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งจะแสดงให้คุณเห็นว่าแหล่งที่มาของเนื้อหานั้นมาจาก AI หรือกล้องถ่ายรูป และผ่านการแก้ไขด้วยเครื่องมือ Generative AI มาหรือไม่ เราต้องการให้ผู้คนเข้าถึงเครื่องมือเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น จึงขยายการตรวจสอบทั้ง Content Credentials และ SynthID ไปยัง Search และ Chrome
แน่นอนว่าสิ่งนี้จะได้ผลในวงกว้างก็ต่อเมื่อมีพาร์ทเนอร์ตัดสินใจใส่ลายน้ำดิจิทัลในเนื้อหา AI ของตนกันมากขึ้น Nvidia เข้าร่วมใช้งาน SynthID เมื่อปีที่แล้ว และวันนี้เราตื่นเต้นมากที่จะประกาศว่า OpenAI, Kakao และ Eleven Labs ก็กำลังนำ SynthID ไปใช้งานเช่นกัน เป็นเรื่องน่ายินดีที่ได้เห็นความร่วมมือจากทั่วทั้งอุตสาหกรรม เราจะขยายความร่วมมือไปยังพาร์ทเนอร์รายอื่นๆ เพิ่มเติม และร่วมกันสร้างมาตรฐานด้านความโปร่งใสสำหรับยุคของ AI
Gemini 3.5 Flash
เมื่อไม่กี่เดือนก่อน เราได้เปิดตัว Gemini 3 ที่มาพร้อมโมเดลต่างๆ แบบครบชุด ซึ่งเป็นตระกูลโมเดล AI ที่มีผู้ใช้งานมากที่สุด เราดีใจที่ได้เห็นนักพัฒนาซอฟต์แวร์ใช้ Gemini Flash เป็นเครื่องมือหลักในชีวิตประจำวัน และสร้างสรรค์ประสบการณ์ที่น่าทึ่งด้วยความสามารถด้านการให้เหตุผลเชิงลึกและการทำงานแบบมัลติโมดัลของ Gemini Pro เราได้ทำงานอย่างหนักเพื่อปรับปรุงโมเดลเหล่านี้ โดยมุ่งเน้นไปที่การเขียนโค้ดแบบ Agentic งานที่ซับซ้อนและต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการนาน และเวิร์กโฟลว์ในการทำงานจริง
วันนี้ เราขอแนะนำ Gemini 3.5 Flash โมเดลตัวแรกในซีรีส์ใหม่ที่ผสมผสานความชาญฉลาดระดับแนวหน้าเข้ากับการทำงานจริง โดยมีไฮไลต์ที่น่าสนใจอยู่ 2 อย่าง
- เมื่อเทียบกับ Gemini 3.1 Pro แล้ว Gemini 3.5 Flash มีประสิทธิภาพเหนือกว่าในแทบทุกการทดสอบ โดยมีความก้าวหน้าอย่างมากในด้านการเขียนโค้ด และมีประสิทธิภาพอันน่าทึ่งในการทดสอบ GDPVal ซึ่งเป็นการวัดประสิทธิภาพในการทำงานด้านต่างๆ ที่ทำให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง
- Gemini 3.5 Flash เป็นโมเดลที่เก่งกาจมากในระดับแนวหน้าและเทียบเคียงได้กับโมเดลที่ดีที่สุด แต่ยังคงทำงานได้เร็วมาก นั่นคือเหตุผลว่าเมื่อเทียบระหว่างความชาญฉลาดกับความเร็วของเอาต์พุต Gemini 3.5 Flash ถึงจัดอยู่ในกลุ่มเหนือชั้นในกราฟมุมขวาบน เมื่อดูปริมาณโทเค็นของเอาต์พุตต่อวินาที จะเห็นว่า Gemini 3.5 Flash เร็วกว่าโมเดลระดับแนวหน้าอื่นๆ ถึง 4 เท่า
โมเดลใหม่นี้ถือเป็น Game Changer สำหรับภายใน Google เอง เราใช้ Gemini 3.5 Flash ร่วมกับ Antigravity ในเวอร์ชันโฉมใหม่ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการพัฒนาแบบ Agent-First ของเรา ซึ่งช่วยเร่งความเร็วในการสร้างสรรค์งานของเราได้อย่างมาก ในเดือนมีนาคม เราประมวลผลโทเค็นภายในองค์กรผ่านเครื่องมือพัฒนา AI มากถึงวันละครึ่งล้านล้านโทเค็น และตัวเลขนี้ก็เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในทุกๆ ไม่กี่สัปดาห์ ตอนนี้เรากำลังประมวลผลมากกว่า 3 ล้านล้านโทเค็นต่อวัน ซึ่งการประมวลผลในสเกลระดับนี้ทำให้เราสามารถเก็บฟีดแบ็กต่างๆ ที่เป็นประโยชน์มาปรับปรุง Gemini 3.5 Flash ให้มีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น
สิ่งที่ยอดเยี่ยมสำหรับ Gemini Flash คือความสามารถระดับแนวหน้าในราคาที่ถูกกว่าโมเดลชั้นนำรุ่นอื่นๆ มากกว่าครึ่งหนึ่ง เราได้ยินมาว่าหลายบริษัทใช้งานโควตาโทเค็นรายปีของตัวเองจนหมดเกลี้ยงแล้ว และนี่เพิ่งจะเดือนพฤษภาคมเท่านั้น หากบริษัทเหล่านี้หันมาใช้ Gemini Flash ร่วมกับโมเดลชั้นนำตัวอื่นๆ พวกเขาจะสามารถประหยัดเงินไปได้มหาศาล เพื่อให้เห็นภาพ ตอนนี้บริษัทชั้นนำต่างๆ มีการประมวลผลข้อมูลราว 1 ล้านล้านโทเค็นต่อวัน หากพวกเขาย้ายปริมาณงาน 80% จากโมเดลชั้นนำอื่นๆ มาให้ Gemini 3.5 Flash ประมวลผลแทน พวกเขาจะประหยัดเงินได้กว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ซึ่งเป็นเงินที่พวกเขาสามารถนำกลับไปลงทุนในบริษัทได้
Gemini 3.5 Flash เปิดให้ทุกคนใช้งานแล้ววันนี้ผ่านผลิตภัณฑ์และ API ของเรา และเราก็ตื่นเต้นไม่แพ้กันสำหรับ Gemini 3.5 Pro ที่จะเปิดตัวในเดือนหน้า โดยตอนนี้เรากำลังใช้งานกันภายในองค์กร ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการปรับปรุงที่ยอดเยี่ยม
Antigravity 2.0
เราจะนำ Gemini 3.5 Flash ไปให้บริการแก่นักพัฒนาซอฟต์แวร์ใน Antigravity ด้วยเช่นกัน
Antigravity กำลังขยายขอบเขตไปไกลกว่าการเป็นสภาพแวดล้อมที่รองรับการเขียนโค้ด โดยเปลี่ยนไปเป็นแพลตฟอร์มสำหรับการพัฒนาและจัดการ AI Agent แบบอัตโนมัติ โดยรวมไปถึง Antigravity 2.0 ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันบนเดสก์ท็อปแบบสแตนด์อโลนตัวใหม่ที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการโต้ตอบกับ AI Agent ที่ใครๆ ก็สามารถควบคุมดู AI Agent สำหรับการทำงานทุกรูปแบบได้ นอกจากนี้ เรายังได้พัฒนา Gemini Flash ในเวอร์ชันที่ปรับแต่งให้ดียิ่งขึ้นไปอีก ไม่ใช่แค่เร็วขึ้น 4 เท่า แต่เป็น 12 เท่า เมื่อเทียบกับโมเดลระดับแนวหน้าตัวอื่นๆ
ผู้ใช้งาน Antigravity สามารถสัมผัสประสบการณ์นี้ได้ตั้งแต่วันนี้ และสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Antigravity 2.0 ได้ที่นี่
Gemini Spark: AI Agent ที่พร้อมดูแลคุณตลอด 24 ชั่วโมง
Gemini 3.5 และ Antigravity กำลังปลดล็อกโลกใบใหม่แห่ง AI Agent และความสามารถแบบ Agentic เราได้เปิดให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์และองค์กรธุรกิจต่างๆ ใช้งาน AI Agents มาสักระยะหนึ่งแล้ว ตอนนี้เรามุ่งเน้นเป็นพิเศษในการนำความสามารถของ AI Agent มาสู่ผู้บริโภคทั่วไปอย่างปลอดภัย เพื่อให้ AI ทำงานต่างๆ แทนผู้คนในทุกระดับได้ และในวันนี้คุณจะได้เห็นประสบการณ์แบบ Agentic ในหลากหลายผลิตภัณฑ์ของเรา
ผมตื่นเต้นเป็นพิเศษกับ Gemini Spark ซึ่งเป็น AI Agent ส่วนตัวในแอป Gemini ที่จะช่วยคุณจัดการชีวิตดิจิทัล ลงมือทำสิ่งต่างๆ แทนคุณ และอยู่ภายใต้การควบคุมของคุณ
- Gemini Spark ทำงานบนเครื่องเสมือนเฉพาะบน Google Cloud และพร้อมทำงานทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง คุณจึงไม่จำเป็นต้องเปิดแล็ปท็อปทิ้งไว้
- Gemini Spark ขับเคลื่อนด้วย Gemini 3.5 และ Google Antigravity ซึ่งช่วยให้สามารถทำงานที่ซับซ้อนและต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการนานให้เสร็จสมบูรณ์อยู่เบื้องหลังได้อย่างง่ายดาย
- Gemini Spark จะผสานการทำงานเข้ากับเครื่องมือต่างๆ ได้อย่างราบรื่น โดยเริ่มจากเครื่องมือของเราก่อน และในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า Gemini Spark จะเชื่อมต่อกับเครื่องมือของผู้ให้บริการรายอื่นๆ ผ่าน Model Context Protocol (MCP) ได้ด้วย
- คุณสามารถทำงานร่วมกับ Gemini Spark ในวิธีที่สะดวกที่สุด ไม่ว่าจะในแอป Gemini หรือเร็วๆ นี้จะสั่งงานผ่านอีเมลและแชทก็ได้
คุณจะสามารถดูการอัปเดตแบบเรียลไทม์และความคืบหน้าการทำงานของ AI Agent อย่าง Gemini Spark บน Android ผ่านพื้นที่ UI ใหม่ที่เรียกว่า Android Halo ซึ่งจะเปิดให้บริการในช่วงปลายปีนี้ และในช่วงปลายซัมเมอร์นี้ Gemini Spark จะสามารถทำงานได้โดยตรงภายใน Chrome โดยทำหน้าที่เป็นเบราว์เซอร์ส่วนตัวของคุณที่ท่องเว็บแทนคุณได้
เรากำลังจะเริ่มทยอยเปิดให้กลุ่มผู้ทดสอบที่เชื่อถือลองใช้งาน Gemini Spark ในสัปดาห์นี้ และเรามีแผนที่จะเปิดตัวเวอร์ชันเบต้าสำหรับสมาชิก Google AI Ultra ในสหรัฐอเมริกาในสัปดาห์หน้า
Search ในยุค Agentic AI
Gemini Spark คือประสบการณ์แรกที่เกิดขึ้นได้จากโมเดล Gemini 3.5 และ Antigravity การผสมผสานนี้มอบวิธีใหม่ๆ ในการเร่งพันธกิจและพลิกโฉมผลิตภัณฑ์ของเราให้กลายเป็นผู้ช่วยที่มีประโยชน์ในหลายๆ ด้าน
ในขณะที่เราก้าวเข้าสู่ยุค Agentic AI นี้ Search จะกลายเป็นผู้ช่วยที่ทรงพลังและมีประโยชน์มากกว่าที่เคย วันนี้เราได้เปิดตัว Information Agent ใน Search ซึ่งเป็น AI Agent ส่วนตัวที่คุณสามารถตั้งค่าให้ทำงานอยู่เบื้องหลังได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อค้นหาสิ่งที่คุณต้องการในจังหวะเวลาที่เหมาะสมพอดี และช่วยคุณทำสิ่งต่างๆ Information Agent จะเปิดตัวในช่วงซัมเมอร์นี้ โดยเริ่มต้นจากสมาชิก Google AI Pro และ Ultra ก่อน
อีกหนึ่งวิธีที่เรากำลังสร้าง Search ให้มีความเป็น Agentic อย่างแท้จริง คือการผสานขีดความสามารถด้านการเขียนโค้ดแบบ Agentic ลงไป ด้วยพลังของ Gemini 3.5 Flash และ Google Antigravity ตอนนี้ Search จะสร้างประสบการณ์แบบปรับแต่งเฉพาะตัวสำหรับคำถามส่วนบุคคลของคุณ เช่น เลย์เอาต์แบบไดนามิกและภาพประกอบแบบอินเทอร์แอกทีฟ ความสามารถของ Generative UI เหล่านี้จะพร้อมให้บริการฟรีสำหรับทุกคนใน Search ในช่วงซัมเมอร์นี้
และสำหรับงานที่ต้องใช้เวลายาวนานและคุณต้องกลับมาทำอย่างต่อเนื่อง Search ก้าวไปอีกขั้นด้วยการสร้างแดชบอร์ดหรือเครื่องมือติดตามแบบคัสตอมที่ทำงานให้คุณอย่างต่อเนื่อง ทำให้คุณสามารถกลับมาสานต่อความคืบหน้าได้ตลอดเวลา ให้คิดซะว่านี่คือมินิแอปสำหรับงานเฉพาะของคุณเอง ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ คุณจะสามารถสร้างประสบการณ์แบบกำหนดเองด้วย Antigravity ได้โดยตรงใน Search โดยจะเริ่มให้บริการแก่สมาชิก Google AI Pro และ Ultra ในสหรัฐอเมริกาก่อน
การอัปเดตอื่นๆ จากยุค Agentic Gemini ของเรา
นี่คือภาพรวมของการอัปเดตอื่นๆ ที่เราได้ประกาศภายในงาน Google I/O
- Daily Brief: AI Agent ที่จะมาในแอป Gemini โดยจะช่วยสรุปข้อมูลส่วนบุคคลและสังเคราะห์ข้อมูลจากกล่องจดหมาย ปฏิทิน และรายการสิ่งที่ต้องทำของคุณ เพื่อค้นหาสิ่งสำคัญที่สุดที่คุณควรต้องรู้ และไม่ใช่แค่สรุปข้อมูลเท่านั้น แต่ Daily Brief จะจัดลำดับความสำคัญ จัดระเบียบ และเสนอแนะขั้นตอนต่อไปที่ต้องทำ เพื่อช่วยให้คุณทำสิ่งต่างๆ ได้ง่ายๆ โดยทั้งหมดนี้จะอยู่ในรูปแบบของการสรุปข้อมูลในตอนเช้าที่มีความกระชับมากที่สุด เพื่อให้คุณสามารถอ่านได้อย่างรวดเร็ว
- Google Flow: Google Flow จะทยอยเปิดตัว AI Agent ตัวใหม่ให้กับทุกคนในวันนี้ ซึ่งสามารถวางแผนและให้เหตุผลในงานที่ซับซ้อนตามข้อมูลอินพุตของคุณ และอยู่ภายใต้การควบคุมของคุณ AI Agent ตัวใหม่นี้ขับเคลื่อนด้วยโมเดล Gemini โดยนำความเชี่ยวชาญและความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในโปรเจกต์ของคุณมาช่วยในการระดมไอเดียในช่วงเริ่มต้น ไปจนถึงการสร้างและการแก้ไข นอกจากนี้ คุณยังสามารถเขียนโค้ดแบบ Vibe Coding สำหรับเครื่องมือการสร้างสรรค์ใน Flow ได้เลย เช่น เครื่องมือสำหรับออกแบบเอฟเฟกต์วิดีโอ แอนิเมชันที่วาดด้วยมือ หรือการซ้อนเลเยอร์ข้อความ
บทความที่เกี่ยวข้อง: New agents, mobile apps and Gemini Omni for Google Flow and Google Flow Music
- Google Pics: เครื่องมือสร้างและแก้ไขรูปภาพด้วย AI ตัวใหม่ของเราที่ต่อยอดมาจากโมเดล Nano Banana ล่าสุด ซึ่งจะช่วยให้คุณสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ได้แทบทุกอย่าง พร้อมการควบคุมการสร้างสรรค์ในแบบที่คุณต้องการ ไม่ว่าคุณจะกำลังสร้างดีไซน์จากผืนผ้าใบเปล่าๆ หรือปรับแต่งรูปภาพที่มีอยู่แล้ว Google Pics จะจัดการกับองค์ประกอบทุกอย่างในฐานะวัตถุเดี่ยวๆ แทนที่จะเป็นภาพแบนๆ นิ่งๆ ทั่วไป ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถสร้าง สลับ หรือปรับแต่งรายละเอียดเฉพาะจุดได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพื่อให้สิ่งที่คุณคิดไว้เกิดขึ้นได้จริง Google Pics เปิดให้กลุ่มผู้ทดสอบที่เชื่อถือได้ใช้งานแล้วตอนนี้ และจะเปิดตัวให้กับสมาชิก Google AI Pro และ Ultra ใน Google Workspace ในช่วงปลายซัมเมอร์นี้
- นอกจากนี้ เรายังได้แชร์ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแว่นตาอัจฉริยะที่เราได้เผยรายละเอียดบางส่วนไปเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งรวมถึงแว่นตาออดิโอที่ให้ความช่วยเหลือเป็นเสียงพูดในหูของคุณ และแว่นตาพร้อมจอแสดงผลที่แสดงข้อมูลที่คุณต้องการในช่วงที่คุณต้องการ โดยแว่นตาทั้งสองรุ่นนี้ช่วยให้คุณไม่ต้องใช้มือและสามารถมองตรงไปข้างหน้าได้ พร้อมความช่วยเหลือจาก Gemini เพียงแค่เอ่ยปากถาม แว่นตาแบบออดิโอจะเปิดตัวก่อนในช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี้
บทความที่เกี่ยวข้อง: Intelligent eyewear is coming this fall
- Gemini for Science: การรวมเครื่องมือ AI หลายตัวเข้าด้วยกันเพื่อช่วยเร่งงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นการต่อยอดความสามารถในการให้เหตุผลเชิงลึกและการวิจัยของ Gemini ควบคู่กับ Deep Think และ Deep Research โดยจะรวมถึงการทดลองใหม่ๆ ใน Google Labs รวมถึงฟีเจอร์ Science Skills ที่จะเชื่อมโยงแพลตฟอร์ม Aentic AI อย่าง Google Antigravity เข้ากับฐานข้อมูลและเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์เพื่อชีวิต (Life Science) หลักๆ กว่า 30 แห่ง ผู้ใช้สามารถแสดงความสนใจเพื่อทดลองใช้ Gemini for Science ได้ใน Google Labs ส่วน Science Skills พร้อมให้ใช้งานแล้ววันนี้บน Github และภายใน Antigravity โดยตรง
บทความที่เกี่ยวข้อง: Gemini for Science: AI experiments and tools for a new era of discovery
เมื่อเรามองไปทั่วทั้ง Full-Stack ของนวัตกรรม ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานที่อยู่เบื้องหลังชิป TPU 8i ไปจนถึงความสามารถระดับแนวหน้าของ Gemini 3.5 และ Antigravity จะเห็นได้ชัดว่า เรากำลังอยู่ในยุคของ Agentic Gemini อย่างเต็มตัว ผมตื่นเต้นที่จะได้เห็นว่าสิ่งนี้จะปลดล็อกวิธีการใหม่ๆ ในการผลักดันพันธกิจของเราและพลิกโฉมผลิตภัณฑ์ของเราให้กลายเป็นผู้ช่วยที่มีประโยชน์รอบด้านสำหรับทุกคนในทุกๆ ที่ได้อย่างไร
ดูประกาศทั้งหมดของเราได้ที่นี่